สรุปการประชุมโครงการสันติเสวนา ปี 2 ครั้งที่ 3
“การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสังเกตการณ์การหยุดยิงในมินดาเนาและภาคใต้ของไทย”
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2558
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

      - - - - - - - -

       

ในช่วงเดือนรอมฎอนปี 2556 มีการประกาศข้อตกลง “ความเข้าใจร่วมกัน: การริเริ่มสันติภาพในเดือนรอมฎอน 2556” (Common Understanding: Ramadan Peace Initiative) ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ระหว่างรัฐไทย (Party A) และกลุ่ม BRN (Party B) โดยสำนักเลขานุการของผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ว่าฝ่ายปาร์ตี้ A และ B ตกลงที่จะ “ทำงานหนักเพื่อทำให้เดือนรอมฎอนเป็นช่วงเวลาที่ปราศจากความรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจ พันธกิจ และความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายที่จะแสวงหาหนทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน” ในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่าย BRN ได้ร้องเรียนว่ามีการละเมิดข้อตกลง ด้วยมีชาวมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต และพวกเขาคิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงได้ร้องเรียนไปยังรัฐไทยผ่านผู้อำนวยความสะดวก

            ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น คือ ไม่มีองค์กรที่เป็นอิสระและเป็นกลางในการทำหน้าที่เฝ้าระวังการละเมิดข้อตกลงการลดความรุนแรง ทำให้การแสวงหาข้อเท็จจริงและการอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ค่อยได้รับความน่าเชื่อถือจากฝ่ายปาร์ตี้ A

            ต่อมา ทางรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องกระบวนการสันติภาพ โดยมีมาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อไป และมีแนวโน้มว่าประเด็นเรื่องการขอให้ลดความรุนแรงนั้นจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้ เมื่อการพูดคุยกลับมาดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การเตรียมพร้อมโดยแสวงหาความรู้ว่าด้วยการเฝ้าระวังการหยุดยิงนั้นทำกันอย่างไรในพื้นที่ความขัดแย้งอื่นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

            ในประเทศฟิลิปปินส์นั้น ได้ประสบปัญหาเรื่องการก่อความไม่สงบในเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศมาอย่างยาวนาน ในระหว่างที่มีการดำเนินการเรื่องกระบวนการสันติภาพก็ได้มีการจัดตั้งกลไกในการเฝ้าระวังการหยุดยิง (ceasefire monitoring mechanism) เช่นกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องดังกล่าวระหว่างผู้ที่มีบทบาทในการเฝ้าระวังการหยุดยิงในมินดาเนา จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเตรียมความพร้อมของภาคประชาสังคมที่จะมีบทบาทในการเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์รุนแรง เมื่อมีข้อตกลงหยุดยิงหรือลดความรุนแรงในอนาคต

            ดังนั้น โครงการนี้จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ 2 คน จากกลุ่ม Non-Violence Peaceforce (NP) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่ทำงานเกี่ยวกับบทบาทของพลเรือนในการสร้างสันติภาพมาให้ความรู้ ‘การเฝ้าระวังและตรวจสอบการหยุดยิงในมินดาเนา’ โดยเอ็นพีได้ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ในการเฝ้าระวังการหยุดยิง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างสันติภาพและมิตรไมตรีที่ยั่งยืนในประเทศไทย” โดยสโมสรโรตารี่ ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ร่วมกับศูนย์ทรัพยากรสันติภาพ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และเอ็นพี.

รู้จัก 2 ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการหยุดยิงจากเอ็นพี

          Non-Violence Peaceforce (NP) เป็นองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ ไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองกับกลุ่มหรือพรรคการเมืองใด มีสำนักงานใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ภารกิจขององค์กร: เพื่อส่งเสริมรักษาสันติภาพคุ้มครองพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ (Unarmed civilian peacekeeping - UCP) เป็นเครื่องมือในการลดความรุนแรงในการปกป้องพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง เอ็นพีจะทำงานในพื้นที่ที่ได้รับเชิญและเป็นที่ยอมรับของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเท่านั้น ขณะนี้โครงการในซูดานใต้, ฟิลิปปินส์, คอเคซัสใต้ (จอร์เจีย), ศรีลังกา, เมียนมาร์, ยูเครน, ซีเรีย

            ‘อาตีฟ ฮามีด’ (Atif Hameed) เป็นผู้อำนวยการของ Non-Violence Peaceforce (NP) ประจำประเทศฟิลิิปปินส์ในช่วงปี 2007-2013 ในช่วงนั้นเขาได้ทำหน้าที่ในการดูแล ‘คณะรักษาสันติภาพพลเรือนไม่ติดอาวุธ’ และได้ริเริ่มโครงการการปกป้องพลเรือนในปี 2008 ภายในการบริหารงานของอาตีฟ คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้เชิญเอ็นพี ไปร่วมงานกับฝ่ายพลเรือนของทีมผู้สังเกตการณ์นานาชาติ (Internation Monitoring Team) นำโดยประเทศมาเลเซีย ในปีต่อมา เอ็นพีได้ทำหน้าที่อบรมพลเรือนให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “การเตือนภัยและการตอบสนองอย่างทันท่วงที” (Early Warning, Early Response) ซึ่งพลเรือนจะทำหน้าที่ในการรายงานความขัดแย้งที่อาจจะส่งผลต่อความสงบในพื้นที่และเข้าร่วมในการปกป้องพลเรือนที่ยินดีจะทำงานร่วมกับคนกลางในท้องถิ่นในการแก้ปัญหาความอึดอัดคับข้องใจในพื้นที่นั้นๆ คณะของเอ็นพีทำหน้าที่ในการปกป้องพลเรือนผู้ทำหน้าที่ในการประเมินและให้ความเห็นต่อร่างข้อตกลงบังซาโมโรฉบับสุดท้ายที่ถูกร่างขึ้นในเดือนมีนาคม 2014 และต่อมามีการแก้ไขปรับปรุงโดยชาวบังซาโมโร เอ็นพีได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่อความสำเร็จของการแก้ไขความขัดแย้งในมินดาเนา

            ‘ชาดาป แมนซอริ’ (Shadab Mansoori) เป็นนักรักษาสันติภาพของเอ็นพีประจำประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงที่มีการหยุดยิง ซึ่งเอ็นพีได้ทำงานร่วมกับทีมผู้สังเกตการณ์นานาชาติ ปัจจุบันเขาเป็นผู้อำนวยการของเอ็นพีประจำประเทศเมียนมาร์ ที่ทำงานร่วมกับ National Shalom Foundation ในกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการ โดย เอ็นพีได้รับคำเชิญจากรัฐบาลเมียนมาร์และองค์กรภาคีที่เป็นพลเรือน ชาดาปรับผิดชอบงานของเอ็นพีในการทำงานกับพลเรือนที่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพและทำงานโดยตรงกับรัฐบาลเมียนมาร์

ว่าด้วยกรอบการเจรจาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิงทำงานอย่างไร?

            อาตีฟเริ่มต้นเล่าภาพรวม หลังจากผ่านการเจรจามาระยะหนึ่ง รัฐบาลฟิลิปปินส์ (GPH) และขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF) จึงมี ‘กรอบการเจรจาสันติภาพ’ (Peace Negotiations Framework) มีสำนักงานที่ปรึกษาประธานาธิบดีในกระบวนการสันติภาพ (Office of the Presidential Adviser on the Peace Process - OPAPP) หรือที่เรียกกันว่า “โอพัป” ตามลำดับ จากนั้นมีการตั้ง ‘คณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับการหยุดยิง’ (The Coordinating Committee on the Cessation of Hostilities - CCCH) ทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารระหว่างกันเกี่ยวกับกองกำลังติดอาวุธและป้องกันความรุนแรง แต่ระยะแรกกลไกนี้ล้มเหลวในการทำงาน จนกระทั่งปี 2004 “โอพัป” คิดว่าจำเป็นต้องมี ‘ฝ่ายที่สาม’ เป็นทีมตรวจสอบการหยุดยิงจากนานาชาติเข้ามา โดยมีผู้แทนจากประเทศมาเลเซียเป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดนี้ และเชิญตัวแทนจากประเทศบูรไน ลิเบีย และนอร์เวย์เข้าร่วมด้วย

            ต่อมาปี 2008 มีประเด็นสำคัญเกิดขึ้นในเรื่องข้อตกลงสันติภาพ มีการฟ้องร้องกันในศาลฎีกา ทางฝ่าย MILF ไม่ยอมรับบางประเด็นในข้อตกลงนี้ จนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งในฟิลิปปินส์ ผู้คนจำนวนมากกว่า 600,000 คนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งรอบใหม่นี้ ทว่าภาคประชาสังคมต้องการให้มีการพูดคุยขึ้นใหม่ จึงผลักดันให้รัฐบาลฟิลิปปินส์และแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF) ตั้งกลไกใหม่เพื่อกระบวนการสันติภาพมินดาเนา ที่เรียกว่า ‘International Contact Group - ICG’ ในปี 2009 กลไกนี้ประกอบด้วย 4 รัฐ: ได้แก่ สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย; และ 4 องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ภาครัฐ ได้แก่ Conciliation Resources(CR), Muhammadiyah, มูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) และ Centre for Humanitarian Dialogue (HD) (ด้านซ้ายของภาพประกอบด้านล่าง) นับเป็นครั้งแรกที่องค์กรเอกชนทำงานร่วมกับนักการฑูตอย่างเป็นทางการ เพื่อสังเกตการณ์กระบวนการหยุดยิงควรเป็นอย่างไร หากมีอุปสรรค ในการเจรจาก็จะได้ช่วยเหลือกันได้ รวมทั้งการดูแลเรื่องทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพด้วย

            และ ‘คณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับการหยุดยิง’ (CCCH) กลไกนี้ให้ความคุ้มครองพลเรือนและตรวจสอบการใช้ความรุนแรงทุกแห่ง เป็นการสร้างหลักประกัน และแบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อส่งต่อข้อมูลสู่ ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ ว่าเกิดสิ่งใดในพื้นที่บ้าง กล่าวได้ว่าในช่วงปี 2009-2013 กลไกนี้มีส่วนสำคัญในการประคับประคองกระบวนการเจรจาสันติภาพในมินดาเนา สร้างหลักประกันเกี่ยวกับการหยุดยิงได้จริง ดูแลเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งดูแลกองกำลังทั้งฝ่ายรัฐและ MILF ด้วย

140758 1

        

มากกว่านั้น การทำงานร่วมกันระหว่างกลไก ‘International Contact Group - ICG’ และ ‘คณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับการหยุดยิง’ (CCCH) สามารถสกัดกลุ่มก่อการร้ายภายนอกไม่ให้เข้ามาแทรกแซงกระบวนการสันติภาพ มีความพยายามให้การสนับสนุนกระบวนการสันติภาพมินดาเนาครอบคลุมให้ได้ทุกอย่าง ทั้งในระดับพื้นที่ตั้งแต่ชุมชน เขตเมืองมีการประสานงานกับระดับเทศบาลด้วย นอกจากนี้ยังมีการทำกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาและพื้นฟูความขัดแย้ง ขับเคลือนสิ่งต่างๆ ลงลึกไปถึงในชุมชน

            กล่าวได้ว่า หลายเรื่องเป็นการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความพยายามยุติความขัดแย้งที่มินดาเนา เช่น พลเรือนได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการหยุดยิง ภาคประชาสังคมมีส่วนสำคัญในการกดดันและตรวจสอบความรุนแรง สร้างพื้นที่ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพร่วมกัน การบรรเทาทุกข์ การสร้างเสริมความเข้มแข็งการทำงาน และการฟื้นฟูหลังความรุนแรง ที่สำคัญภาคประชาสังคมยังเป็นตัวเชื่อมระหว่างองค์กรระหว่างประเทศและท้องถิ่นในการให้ความปลอดภัยต่อพลเรือน

            “อะไรที่ทำให้โมเดลนี้ได้ผล?”
            ชาดาป อธิบายว่ากลไกต่างๆ เริ่มแรกอาจจะริเริ่มจากแทร็ค - 1 ผู้กำหนดทิศทางของความขัดแย้งและนโยบายการแก้ไขปัญหา จากนั้นขยายการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญมาที่แทร็ค - 2 ภาคประชาสังคมที่อยู่ทั้งในและนอกมินดาเนา เชื่อมต่อการทำงานร่วมสู่ระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง โดยแทร็ค 2-3 สร้างกลไกให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียน และมีการส่งผ่านข้อมูลไปสู่แทร็ค - 1 เพื่อผลักให้กระบวนการสันติภาพคืบหน้าได้ จึงทำให้กลไกการติดตามตรวจสอบการหยุดยิงนี้ได้ผลและเป็นจริง

            เขายังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ท้าทาย ขณะนี้ทำงานที่เมียนมาร์ซึ่งสถานการณ์คล้ายประเทศไทย ข้อตกลงหยุดยิงไม่ได้ให้บทบาทแก่ภาคประชาสังคม ทำให้คิดหนักว่าจะเล่นบทบาทอย่างไรในสภาพการณ์เช่นนี้เพื่อผลักดัน สนับสนุนให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทมากขึ้น “ถ้าเราต้องการมีกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องลงไปดูโครงสร้างทางสังคมและกลไกระดับล่างด้วย เราไม่สามารถทำงานได้ ถ้าไม่เชื่อมจากฐานรากขึ้นมาอย่างโยงใย มากกว่านั้น ต้องระบุงาน ระบุผู้เล่นให้ครอบคลุมลงไปถึงระดับหมู่บ้าน อบรมให้ความรู้และทักษะแก่เขา” นั่นคือวิธีการ ประสบการณ์ของเขาในพื้นที่เมียนมาร์สามารถเชื่อมโยงการทำงานและการสื่อสารจากหมู่บ้าน ไปสู่ระดับเมือง หัวเมือง และปลายทางมีการถ่ายทอดไปสู่รัฐบาลกลางได้ โดยคำนึงถึงบทบาทผู้แสดงสำคัญ รัฐบาล กองกำลังทั้งจากรัฐและกองกำลังติดอาวุธ

            ประสบการณ์การทำงานที่กล่าวมานั้น ชาดาปบอกว่าวางอยู่บนฐานคิด “เราจะสร้างความเชื่อมโยงกับตัวแสดงต่างๆได้อย่างไร เชื่อมโยงกับรัฐได้ และยังสามารถเชื่อมโยงกับกองกำลังในระดับเมืองและหมู่บ้าน รวมทั้งมีการส่งผ่านข้อมูลระดับหมู่บ้านไปถึงแทร็ค - 1 (คือผู้กำหนดทิศทางความรุนแรงและการแก้ไขปัญหา)ได้อย่างไร กระบวนการที่สำคัญคือจะสร้างระบบข้อมูลข่าวสารให้ไหลเวียนจากพื้นล่างขึ้นข้างบนและวนกลับลงมาได้อย่างไร” โดยเขาสามารถกำหนดแแผนและโครงสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นจริง

กรอบคิดเพื่อการติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

            “การติดตามตรวจสอบการหยุดยิงหรือลดความรุนแรง”
          “เราติดตามอะไร เราดูแลอะไรบ้าง?”

            มองจาก 2 ด้าน คือ (1) ด้านความปลอดภัยความมั่นคง และ (2) ด้านความคุ้มครองที่มีผลกระทบต่อพลเรือน ประชาชน

            ด้านความมั่นคง หลังรัฐบาลฟิลิปปินส์และขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร (GPH - MILF) ลงนามใน ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ทั้งสองฝ่ายนำข้อตกลงดังกล่าวไปใช้จริงหรือไม่ อาทิ ต่างฝ่ายสัญญาว่าไม่โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งจริงหรือไม่ และข้อตกลงในรายละเอียดอื่นๆ เช่น มีการเคลื่อนย้ายกองกำลังทั้งสองฝ่ายหรือไม่ การสร้างพื้นที่กันชนระหว่างสองฝ่าย การไม่เคลื่อนย้ายฐานทหารกันเอง การตรึงกองกำลังไว้ที่ฐานตามข้อตกลง สถานภาพและสถานการณ์ความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัย รวมทั้งกลุ่มต่างๆที่ติดอาวุธ การเคลื่อนย้ายกองกำลังมีการประสานงานกันหรือไม่ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของรัฐและกองทัพ และยังมีการติดตามโดยคณะทำงานระหว่างประเทศร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนอาวุธหนักจะไม่มีการแจ้งแก่ประชาชน [โดยปกติจะไม่บอกทั้งจำนวนคนและชนิดอาวุธ] แต่คณะทำงานต่างประเทศจะเข้ามาตรวจสอบ และดูแง่มุมอื่นที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงนี้ ได้แก่ การวางระเบิด ปล้นฆ่า ปล้นอาวุธ เป็นต้น

            อย่างไรก็ตาม ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน นั่นหมายความว่ากลไกการตรวจสอบสัมพันธ์กับข้อตกลงด้วย ดังนั้น บทเรียนจากมินดาเนา ทำให้เราเรียนรู้ว่า ถ้าเราจะติดตามตรวจสอบเพื่อลดความรุนแรงจากจุดที่ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เราก็เริ่มต้นจากการวางกรอบการติดตามก่อนเป็นลำดับแรก

            ด้านความคุ้มครองที่มีผลกระทบต่อพลเรือน ประชาชน จะต้องครอบคลุมผู้แสดงต่างๆ ประชาชนในแต่ละพื้นที่ต้องรู้สึกมั่นคงปลอดภัยไม่ถูกคุกคามจากความขัดแย้งรุนแรง การให้ความคุ้มครองนี้เป็นบทบาทร่วมกันทั้งภาครัฐและฝ่ายต่อต้านรัฐ ตัวอย่างเช่น การปล้นสะดมภ์ พื้นที่ใดก็ตามที่กองกำลังมิใช่รัฐบุกปล้นสะดมภ์ลักสัตว์เลี้ยง พืชผลการเกษตร การจับพลเรือน ชาวบ้าน ประชาชนเป็นตัวประกัน หรือการลักพาตัวประชาชน ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านั้น รวมทั้งไม่ให้เกิดการซ้อมทรมานจากทุกฝ่ายทั้งรัฐและกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ ทั้งยังต้องดูแลครอบคลุมถึงการฆาตกรรมพลเรือน ก็ต้องดูว่าเกิดจากสาเหตุใด เป็นการกระทำจากฝ่ายใด ครอบคลุมเรื่องโทษประหารชีวิตโดยเฉพาการลงโทษเป็นหมู่ ก็ต้องดูว่าเกิดจากสาเหตุและคดีอะไรเช่นกัน

            ประเด็นที่น่าสนใจ คือ หลังเกิดความขัดแย้งหลายครั้งในฟิลิปปินส์ ประชาชนจำนวนมากอพยพออกจากพื้นที่ และองค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำเช่นนั้นขององค์กรต่างๆเสมือนเป็นกองหนุนของ MILF ขณะที่รัฐก็ไม่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพราะคิดว่าความช่วยเหลือนั้นจะถูกส่งต่อไปถึง MILF แง่นี้ การกระทำใดๆของฝ่ายใดก็ตามที่ทำให้เกิดการตายและบาดเจ็บของพลเรือน เป็นสิ่งที่คณะทำงานฯต้องดูครอบคลุมถึงเรื่องความยากจนอดยากของประชาชนว่าฝ่ายใดใช้อำนาจละเมิดสิทธิต่างๆ รวมทั้งการใช้พลเรือน ประชาชนเป็นโล่ห์มนุษย์ด้วย

บทบาทของประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการหยุดยิงและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

            ชาดาปบอกอีกว่า ในระดับพื้นที่นั้น บทบาทของประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการหยุดยิงและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพได้ 2 แนวทาง คือ เชิงลึกและเชิงรุก

            การทำงานเชิงลึก คือดูแลสถานการณ์และค่อยดำเนินการโดยเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเพื่อจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนการทำงานเชิงรุก ดูว่ามีแนวโน้ม และระยะเวลา ประเมินสถานการณ์การใช้ความรุนแรงดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ยกตัวอย่าง คนของเอ็นพีทำงานในฟิลิปปินส์ 7 ปี จนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์แนวโน้มว่าการต่อสู้การปะทะของกองกำลังสองฝ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยข้อเท็จจริงลึกลงไปกว่าความขัดแย้งสองฝ่ายระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์และขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโรแล้ว (GPH - MILF) ยังมีความขัดแย้งระหว่างเครือญาติในหมู่คนโมโรด้วยกันเอง เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับกองกำลัง ยกตัวอย่างในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต คนเข้าไปเก็บเกี่ยวพืชผลการเกษตรมักเกิดความขัดแย้งก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์เชิงลึกเพื่อลดสถานการณ์ลงในช่วงนั้น

            อีกตัวอย่างหนึ่ง เราตระหนักว่าถ้าความขัดแย้งระหว่างเครือญาติเกี่ยวโยงกับศาสนา ความขัดแย้งจะมีศักยภาพดึงกองกำลังเข้ามาพัวพันได้ กล่าวคือ ใครก็ตามที่มีเครือญาติเป็นชาวคริสต์หรือมุสลิม เมื่อใครเริ่มมีท่าทีพ่ายแพ้ก็จะดึงกองกำลังเข้ามาหนุนฝ่ายตนเอง ทำให้ความขัดแย้งแปรเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง เกิดการปะทะ ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากเรื่องส่วนตัว ดังนั้น คนทำงานในสนามความขัดแย้งจึงต้องระวังไหว (sencitive) ประเด็นความขัดแย้งที่มีมิติเชิงศาสนา โดยต้องทำงานเชิงลึกวิเคราะห์สถานการณ์แนวโน้มเหล่านี้ด้วย แง่นี้ การทำงานเชิงรุกนี้ พลเรือนสามารถเข้ามีส่วนร่วมได้เพราะอยู่ในพื้นที่และสามารถเข้าใจบริบทนำไปสู่การวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำมากกว่าคนนอก

            ชาดาปยอมรับการทำงานในลักษณะการณ์เช่นนี้ มักมีคำถามน่ากังวลว่า การสังเกตการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่? มีกลุ่มติดอาวุธเข้ามาในพื้นที่หรือไม่?

            “ผลกระทบอาจมีบ้าง แต่เราต้องออกแบบเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย” เขาอธิบาย โดยวิธีการนั้น “ถ้ามีสถานการณ์เกิดขึ้น ต้องเข้าไปสัมภาษณ์พลเรือนที่เกี่ยวข้องความขัดแย้ง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา คนติดอาวุธแถวนั้น และใช้แบบสอบถามเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น นำผลเบื้องต้นป้อนเข้าสู่ฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่นยำมากขึ้น และป้อนสู่ระบบส่งต่อผู้เกี่ยวข้องว่าสถานการณ์เลวร้ายลงหรือดีขึ้น และเราจะได้หาทางออกได้อย่างรวดเร็ว เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เป็นตัวละครหลักที่เขาต้องตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร คือ คนในพื้นที่นั่นเอง เอ็นพีเพียงทำหน้าที่ชี้แนะ ให้การสนับสนุนเสริมศักยภาพและเสริมเครื่องมือการทำงานในมิติต่างๆ เพียงเท่านั้นจริงๆ

140758 2

         

กิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำสำหรับเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ที่เป็นพลเรือน เริ่มจากต้องกำหนดพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ค้นหาว่ามีรูปแบบหรือแบบแผนการก่อความรุนแรงอย่างไรบ้าง มีทีมประจำเต็มเวลาในพื้นที่ ประสานงานทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการกับเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และกองกำลังติดอาวุธ ในบางพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าอาจะเกิดความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ก็ไปนั่งเฝ้าในจุดเสี่ยงยาวนาน 4-5 ชั่วโมงเลยก็มี ไปนั่งเฝ้าการส่งต่อาวุธ มีการเดินลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งมีการพบปะประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียทุกวัน เพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์ว่าดีขึ้นหรือไม่ ยังมีภัยคุกคามใดหรือไม่ มีการแบ่งปันข้อมูล มีการตรวจสอบรายงานการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ การทำงานหนักเช่นนี้ทำให้มีข้อมูลเข้ามาทุกวันเฉลี่ย 14-15 ชิ้น

ทำอย่างไรเมื่อมีการรายงานการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’?

            เมื่อมีการรายงานการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ขึ้นมา ที่สำคัญคือการตรวจสอบและหาว่าใครเป็นผู้กระทำ ชาดาปยอมรับว่า “เป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงว่าผู้เกี่ยวข้องยินยอมให้ทีมผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบหรือไม่ เพื่อดูข้อมูลว่าเกิดเหตุใดขึ้น และมีการบันทึกอย่างละเอียด มีการรายงานหลักฐานนั้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอนตามที่มีการตกลงล่วงหน้าไว้แล้ว” แต่ไม่มีการระบุว่ามีการไปเอาผิดต่อผู้ก่อเหตุหรือไม่ การไม่สามารถลงโทษหรือเอาผิดต่อผู้ละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ยังเป็นจุดอ่อนของปฏิบัติการนี้ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดการก่อเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

            ชาดาป ระบุสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งคือข่าวลือ ข่าวผิดพลาดบิดเบือน มักเป็นต้นต่อสำคัญของความขัดแย้ง เช่น ได้ข้อมูลว่าจะมีการโจมตี มีการเคลื่อนย้ายกองกำลังติดอาวุธ ข่าวปล่อยว่ามีการจับตัวประชาชน ข่าวเหล่านี้มักแพร่อย่างรวดเร็วมาก และหลายครั้งฝ่ายต่างๆต่อสู้กันก็เพราะข่าวลือ ฝ่ายผู้สังเกตการณ์ติดตามต้องตรวจสอบข่าวลือทั้งหลาย ทีมผู้สังเกตการณ์ในมินดาเนาสามารถป้องกันไม่ให้มีการยิงปะทะระหว่างกองกำลังกันได้หลายรอบ

            ดังนั้น จำเป็นต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ใช้เวลาอบรมครั้งหนึ่งประมาณ 10-11 วัน เพื่อให้ทำงานได้จริง จากนั้นทีมงานของเอ็นพีจะให้การสนับสนุนภายหลัง เช่น เห็นการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ควรรายงานและสื่อสารอย่างไร เพื่อผู้สังเกตการณ์ในระดับพื้นที่รักษาบทบาท ‘ความเป็นกลาง’ ไว้ได้ โดยไม่เห็นอกเห็นใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นี่เป็นประเด็นสำคัญ และเราต้องกดดันทางการเมืองแทร็ค - 1 ด้วยว่าทำไมประชาชนต้องทำหน้าที่นี้

            เขายกตัวอย่างในพื้นที่ซูดาน เมื่อใดที่มีการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ เด็กและผู้หญิงมักถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง บางครั้งมีการโจมตีเกิดขึ้น กองกำลังปิดล้อม ผู้ชายวิ่งหนีไปก่อนหน้าแล้ว ส่วนผู้หญิงถูกทิ้ง ถูกข่มขืน และทรมานสารพัดวิธีการ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องอบรมผู้หญิงให้เป็นผู้สังเกตการณ์ติดตามตรวจสอบและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้อาวุธทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ปฏิบัติการนี้เป็นหลักประกันแก่ผู้หญิงในหมู่บ้าน โดยที่เธอสามารถและรู้วิธีการรายงานสถานการณ์ที่ผู้หญิงถูกกระทำ ถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาบางครั้งการอบรมให้แก่ผู้หญิง 100 คนในหมู่บ้านมีประสิทธิภาพและได้ผลมากกว่าการอบรมให้ผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

140758 3

         

การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมักใช้เวลานาน คนที่เข้าไปตรวจสอบดูแลจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลแก่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รีบสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งต่อสิ่งของ ความจำเป็นในการบรรเทาทุกข์ สิ่งของเหล่านี้อาจตกไปอยู่ในมือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายเข้าไม่ถึง หรือติดอยู่ที่เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีทักษะในการรับฟังข้อมูล บริหารจัดการข้อมูล ไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ต้องมีทักษะการสานเสวนากับผู้ติดอาวุธได้ ทักษะในการอำนวยการพูดคุย สานเสวนากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถประนีประนอมความขัดแยังได้ในเวลาที่ต้องการและเลือกหยิบเครื่องมือใช้ถูกจังหวะ ถูกสถานการณ์”

คลี่ภาพ “วิธีคิดและการจัดการ” การติดตามตรวจสอบการหยุดยิงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน

            นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส นักวิจัยอาวุโส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เห็นว่าประสบการณ์ที่กล่าวถึงนั้น “เป็นประโยชน์เกี่ยวกับประเทศไทยอย่างยิ่ง” และชวนขบคิดถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จในมินดาเนาได้ โดยเฉพาะประเด็น “เราจะหาคนเข้ามาร่วมติดตามตรวจสอบการหยุดยิงได้อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นคือ การบริหารจัดการทีมระหว่าง ‘คนนอก’ - ‘คนในพื้นที่’ ทำอย่างไร รวมทั้งการจัดลำดับชั้นและโครงสร้างของทีมการติดตามตรวจสอบ ปัจจัยเหล่านี้เป็นหัวใจหลักของการทำงาน”

            อาตีฟ อธิบายลงในรายละเอียด การทำงานเฝ้าระวังเพื่อลดความรุนแรงวางอยู่บนฐานคิดเรื่องพื้นที่และเวลา อันดับแรก “ต้องเลือกและรู้จักพื้นที่” “เราจะทำการวิเคราะห์ความขัดแย้งให้แคบลงมากที่สุดจนถึงระดับอำเภอ ลึกลงไปให้ถึงระดับหมู่บ้านว่าเขาได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างไร และเริ่มทำงานในหมูบ้านนั้นๆ” เขาพยายามเรียงลำดับความสำคัญของการจัดการให้เข้าใจมากขึ้น                      

            อันดับที่สอง “การสรรหาคนนั้น (หนึ่ง) เราใช้ต้นทุนจากองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ช่วยชี้เป้าคนที่เข้าข่ายเข้าเกณฑ์ที่จะสามารถทำงานติดตามการตรวจสอบหยุดยิงตามข้อตกลงฯ ได้ (สอง) ภาคประชาสังคมใดที่ทำงานแข็งขันกันในพื้นที่ทีมเอ็นพีก็ฝึกอบรมให้ในระยะเวลา 3 - 4 เดือน โดยเอ็นพีทำงานกับเครือข่ายในชุมชน ระดมพลังจากในชุมชน ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกับชุมชน ให้ชุมชนคิดและสามารถออกแบบได้เองว่าใครเหมาะสมกับการทำงานนี้ได้ จึงคัดเลือกคนเหล่านั้นมาจับฝึกอบรมอีกครั้ง ทำย้ำๆ ซ้ำๆ จนกว่าเราจะได้คนที่เราต้องการ จากนั้นก็มีการพูดคุยว่าใครอยากทำงานนี้จริงๆ สร้างกลุ่มแกนขึ้นมา การหาคนและจัดกระบวนการนี้ แม้ว่าคนที่เข้ามาไม่ได้รับการฝึกอบรมเต็มตัว เขาก็จะช่วยสนับสนุนงานอื่นๆ และเมื่อมีความคาดหวังเกิดขึ้น เราต้องบริหารความคาดหวังกับชุมชนด้วย ทำงานร่วมกับสักระยะหนึ่งจึงจัดตั้งกลุ่มผู้สังเกตการณ์ประจำพื้นที่ขึ้นมา”

            อันดับที่สาม การบริหารจัดการระหว่าง ‘คนนอก’ - ‘คนใน’ ทำงานร่วมกันอย่างไร ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ต้องยอมรับการทำงานบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นหลักสำคัญ เอ็นพีจะมีวิธีการประเมินว่า ‘คนในพื้นที่’ สบายใจที่มี ‘คนนอก’ เข้าไปทำงานท้าทายและมีความเสี่ยงอันตรายร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อทำให้สองฝ่่ายมีความเข้าใจตรงกัน จากนั้นระยะหนึ่งจะออกแบบกิจกรรมให้ทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ผ่านการทำงานร่วมกัน รวมทั้งมีการวางแผนเพื่อหาหนทางดึงแต่ละฝ่ายให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ยกตัวอย่าง ในรัฐคะฉิ่นของเมียนม่าร์ คนกลุ่มน้อยที่ถูกทหารเมียนม่าร์กดขี่ หากมีคนฉานหรือเมียนมาร์เข้ามา เขาก็จะไม่ทำงานด้วย เพราะไม่ได้มีปัญหาร่วมกัน ทว่าเมื่อจัดฝึกอบรมให้แก่ชาติพันธุ์คะฉิ่น ก็ต้องจัดอบรมชาติพันธุ์อื่นๆด้วย เพื่อให้มีการประสานงานกัน เป็นต้น

            อันดับที่สี่ การจัดลำดับชั้นของโครงสร้างการทำงาน การจัดการ และการประสานงานกันนั้นเป็นเรื่องต้องออกแบบทุกครั้งในแต่ละพื้นที่ ไม่มีสูตรสำเร็จ ด้วยขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางสังคมของพื้นที่นั้นๆ แต่อย่างน้อยต้องมีหัวหน้าทีมและผู้ประสานงานระดับพื้นที่ เพื่อกรองข้อมูลที่ได้ไม่ให้มากหลายแหล่งจนเกินไป และโครงสร้างการทำงานในระดับเมือง ระดับหมู่บ้าน อาจจะแตกต่างกันตามโครงสร้างทางสังคม เพื่อให้ข้อมูลไหลลื่นไปได้อย่างดี ทั้งนี้ สิ่งที่พึงตระหนักประการหนึ่ง คือ โครงสร้างคนทำงานเพื่อสังเกตการณ์และตรวจสอบการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ มักมีอาสาสมัครเข้ามาเสมอ จำเป็นต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่เต็มเวลาและงานของอาสาสมัครด้วย

            สำหรับเอ็นพี มีคณะทำงานระดับระหว่างประเทศด้วย เป็นคนละโครงสร้างที่ใช้ดำเนินการระดับพื้นที่ โดยคณะทำงานระดับระหว่างประเทศนี้ ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เพศสถานะ และภูมิหลังพยายามหาที่สอดคล้องกับพื้นที่มากที่สุด เช่น ถ้าเอ็นพีดำเนินโครงการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนก็จะพาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าไปสนับสนุนพื้นที่ หากเป็นโครงการเกี่ยวกับความมั่นคงก็นำผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นเข้าไปเช่นกัน เพื่อให้คณะทำงานระดับระหว่างประเทศสามารถเสริมศักยภาพคนทำงานระดับพื้นที่ได้ และการกำหนดพื้นที่ทำงานนั้น เราจะฟังคำแนะนำจากผู้ร่วมงานที่เป็น ‘คนในพื้นที่’ เป็นหลัก ไม่เคยทำงาน ‘ฉายเดี่ยว’ หรือ ‘ล้ำหน้า’ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคำแนะนำของภาคีในพื้นที่ และรับฟังว่ากองกำลังติดติดอาวุธของรัฐและต่อต้านรัฐให้การยอมรับการทำงานของเราหรือไม่ กล่าวคือ ทีมเอ็นพีต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำงานก่อน

140758 4

       

         

ทั้งนี้ การทำงานของทีมสังเกตการณ์เพื่อติดตามตรวจสอบ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ ย่อมมีความเสียงอันตราย เราเน้นเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของทีมงานเป็นลำดับแรก ดังนั้น ในการทำงาน 6 เดือนแรก เราทุ่มเทในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนยอมรับก่อน มิฉะนั้น กระบวนการทำงานอื่นอาจเดินต่อไปไม่ได้ รวมทั้งรัฐบาลก็ต้องยอมรับในหลักและวิธีการทำงานของเราด้วย ขณะเดียวกัน เราเองต้องเคารพกฎกติกาของประเทศนั้นๆ เช่น หากเข้าพบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ของประเทศนั้นๆ บอกว่าการตรวจสอบการหยุดยิงจะดำเนินการเอง ทีมเอ็นพีก็จะรอเวลา ระหว่างรอเวลาก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำระดับสูงสุดของแต่ละฝ่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ทว่าความเสี่ยงก็มีอยู่ ด้วยพื้นที่ที่มีการต่อสู้และความขัดแย้งรุนแรงยืดเยื้อเรื้อรังย่อมมีความเสี่ยงอันตราย การวางบทบาทการทำงานจำเป็นต้องทำตัวเป็นกลาง ไม่เห็นอกเห็นใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อไม่ให้ไปมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการทำงานเองด้วย

            “อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามระวังและลดความเสี่ยงให้มากที่สุดแล้ว ก็ยอมรับว่าการทำงานในมินดาเนา เจ้าหน้าที่ของเอ็นพีรายหนึ่งถูกลักพาตัวโดยกลุ่มติดอาวุธอาบูซายาฟที่ปฏิบัติการอยู่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ และออฟฟิศแห่งหนึ่งก็ถูกโจมตี เราจึงจำเป็นต้องยึดหลักการทำงานอย่างถูกต้องไว้ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทีมงานสังเกตการณ์ทุกคน

            เอ็นพีมักถูกตั้งคำถามเชิงตรวจสอบการทำงานทำนองว่า การรายงานของเอ็นพีหรือทีมผู้สังเกตการณ์ติดตามตรวจสอบ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ มักไปสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายหนึ่งเสมอ จะมีวิธีการสร้างสมดุลทางอำนาจและความชอบธรรมในการรายงานอย่างไร?

            อาตีฟ อธิบายด้วยความตระหนักในประเด็นนี้ “เราได้ออกแบบไว้แต่ต้น ทั้งวิธีการตรวจสอบและการรายงานผลการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ โดยให้มีผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ในทีมด้วย เพื่อตัวแทนจากแต่ละฝ่ายได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าสถานการณ์นั้นเกิดอะไรขึ้น มากกว่านั้น การรายงานการละเมิดข้อตกลงฯ จะไม่รายงานในลักษณะประจานฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่เป็นการรายงานที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเกิดเหตุในอนาคต ทีมงานสังเกตการณ์ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นใดก็ตาม ไม่สามารถชี้นิ้วตัดสินว่าใครถูกหรือผิด เมื่อมีตัวแทนนั่งอยู่ในคณะทำงานเขาจะร่วมจัดการข้อเท็จจริงและจัดการผู้ก่อเหตุ “เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องไปจัดการกันเอง”

            ในการเฝ้าระวังเพื่อลดความรุนแรงและไม่ละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ กระบวนการสร้าง ‘ฝ่ายที่สาม’ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สำคัญนี้ จากประสบการณ์การทำงานทั้งในมินดาเนาและอเมริกาใต้ เอ็นพีไม่ได้กดดันใคร แต่ทำงานเพื่อสร้างการยอมรับ สร้างหลักประกันว่าเราทำงานอย่างไร พยายามสร้างพื้นที่การทำงานร่วม สัมพันธ์กับทุกฝ่าย และไม่นิยมสร้างแรงกดดันแก่ฝ่ายใด ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจทำงานได้อยู่แล้ว เอ็นพีก็ไม่ลงไปแทรกแซงการทำงานนั้น เราไม่เคยส่งรายงานให้คนอื่น ไม่เคยส่งรายงานให้องค์การสหประชาชาติ (United Nation) หรือ International Crisis Group(ICG) และในเว็บไซต์ www.nonviolentpeaceforce.org ก็ไม่มีข้อมูลที่อ่อนไหวโดยยึดหลักการไม่สร้างความเสี่ยงให้แก่ฝ่ายใดทั้งสิ้น และเราต่างจากองค์กรอื่นที่สร้างแรงกดดันผ่านสถานฑูตประเทศต่างด้วยเช่นกัน

ช่วงแลกเปลี่ยน “เรียนรู้จากเขา เพื่อเข้าใจตัวเรามากขึ้น”

            ในช่วงท้ายเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งมีหลายคำถามน่าสนใจ อาทิ จะรู้ได้อย่างไรว่า ทีมงานระดับพื้นที่/ชุมชนจะไม่เป็นตัวแทนจากคู่ขัดแย้งโดยไม่เปิดเผยตัว หรือเป็นสายข่าวของรัฐบาล? เราจะทำให้คณะทำงานเป็นกลางได้อย่างไ?ร รวมทั้งการตั้งทีมแบบผสมผสานจากความแตกต่างเชื้อชาติ เพศสถานะ เป็นข้อแข็งอย่างไรในการติดตามตรวจสอบการละเมิด ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ เป็นต้น

            อาตีฟ ตอบโดยภาพรวมว่า ในมินดาเนา ปี 2008 ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง ภาคประชาสังคมบางคนกลางวันเขาทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ตอนกลางคืนเขาเป็นกองกำลังให้กับฝ่าย MILF เวลาทำงานพื้นที่ความขัดแย้ง เราจะเห็นชุมชนบ้างเห็นใจฝ่ายรัฐ บ้างเห็นใจฝ่ายกบฏ ส่วนในระดับองค์กร เราต้องมั่นใจว่าเขาไปไม่เป็นสมาชิกฝ่ายกบฏ หรือเป็นสายข่าวรัฐ ระหว่างการคัดเลือกคนเข้าทีมต้องมีการตรวจสอบประวัติของบุคคล และกำหนดเกณฑ์ร่วมกันในการคัดเลือกคน มีเจ้าหน้าที่มีภูมิหลังต่างกัน มุสลิม พุทธ มีการคละคน สำคัญที่สุดคือในการฝึกอบรมทักษะนั้น ต้องทำให้เขาเข้าใจเรื่องความมั่นใจ ความปลอดภัยมั่นคง และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การมอบหมายบทบาทเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สมมติบทบาทใดที่ ‘คนใน’ ทำได้ดีกว่าต้องมอบหมายบทบาทนั้น หากบางเรื่องคนนอกหรือคนต่างชาติทำได้ดีกว่าก็ต้องประเมินเหมือนกัน

            การสร้างความน่าเชื่อบทบาทภาคประชาสังคมในการติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

            เป็นคำถามที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่าภาคประชาสังคมที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ นี้ ควรมีจุดยืนอย่างไร ชาดาปยอมรับว่าเป็นเรื่องลำบากใจในการพูดคุย เพราะบางสถานการณ์ที่มี ‘ฝ่ายที่สาม’ จากคนนอก จากนานาชาติ แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีผลประโยชน์ในความขัดแย้งก็ตาม ย่อมทำงานได้รับการยอมรับมากกว่า แต่เชิงหลักการบทบาทนี้จำเป็นต้องมอบให้ ‘คนท้องถิ่น’ มีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งให้มากที่สุดเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งที่ยั่งยืน

            “จากประสบการณ์ในการทำงานที่เมียนมาร์ ภาคประชาสังคมมักถูกมองจากฝ่ายรัฐว่าเป็นฝ่ายติดอาวุธ เราก็สมดุลย์โดยนำภาคประชาสังคมที่มาจากฝั่งรัฐเข้ามาถ่วงดุลย์ หาวิธีการทำงานที่ดีที่สุดร่วมกัน เพื่อสร้างวิธีคิดเรื่องความเป็นกลางในการสถาปนาโครงสร้างการติดตามตรวจสอบการหยุดยิงที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

            และการสร้างความน่าเชื่อถือการยอมรับการทำงานของทีมตรวจสอบสอบในชุมชนท้องถิ่นนั้น ชาดาปบอกว่าหัวใจอยู่ที่ “รายงานการตรวจสอบสถานการณ์การหยุดยิงก็จะไม่เผยแพร่ไปทั่ว แต่จะส่งรายงานดังกล่าวตรงไปถึงคนที่เกี่่ยวข้องเพื่อมุ่งเน้นการลดความขัดแย้งและรุนแรงเป็นหลัก เพื่อไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อมูลดังกล่าวให้ชัดเจนต่อไป เมื่อภายหลังคนที่เห็นรายงานนี้อาจจะเปลี่ยนท่าทีได้ และแก้ความเข้าใจว่าทีมงานฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือไม่?”

            ข้อควรระมัดระวังในการติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

            ผู้เข้าร่วมคนหนึ่ง “อยากทราบความล้มเหลว หรือข้อระมัดระวังในการติดตามตรวจสอบการหยุดยิง?”

            ชาดาป “เราอาจจะพูดถึงความสำเร็จค่อนข้างมากก็จริง แต่ก็ไม่มีหลักประกันในอนาคตว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร การทำงานในฟิลิปปินส์ 6 เดือนที่ผ่านมา มีความเสี่ยงตลอดเวลาว่าความรุนแรงอาจปะทุขึ้นใหม่ได้ หรือกรณีศรีลังกาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการตรวจสอบการหยุดยิง ขณะเดียวกันก็สร้างการเรียนรู้อย่างมาก และงานนี้สามารถช่วยชีวิตคนจำนวนมากได้ เวลาฝึกอบรมรวมหลายฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง   และฝ่ายกลางๆ คือภาคประชาสังคม ในหลายสถานการณ์ที่ฝ่ายความมั่นคงและคู่ขัดแย้งมานั่งทำงานร่วมกัน ทุกคนสามารถร่วมมือกันในการคุ้มครองป้องกันความรุนแรงได้ และแน่นอนในสถานการณ์สงคราม การต่อสู้ด้วยอาวุธ ย่อมมีตัวป่วนที่เราต้องคำนึงถึงด้วย เราต้องประเมินตัวเองเสมอว่างานที่เราทำในพื้นท่ี่ทำได้หรือไม่ สร้างผลสะเทือนได้หรือไม่ เอ็นพีมีการประเมินสถานการณ์สม่ำเสมอบางครั้งเราก็ปิดสำนักงานและออกจากพื้นที่ได้ โดยประเมินจากทุกมุม โดยเฉพาะเมื่อใดที่คนท้องถิ่นประเมินว่า เอ็นพียังจำเป็นต่อพื้นที่นั้นหรือไม่”

            อาตีฟย้ำ “เราต้องประเมินเรื่องความปลอดภัยของทีม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้สึกปลอดภัยก่อน เป็นหน้าที่ของเอ็นพีต้องสร้างหลักประกันสำหรับเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก และดูแลคนทำงานที่ท้องถิ่นด้วย”

            บทเรียนจากมินดาเนาสู่การสร้างกลไกการติดตามตรวจสอบการหยุดยิงในเมียนมาร์

            ผู้เข้าร่วมฟังจำนวนหนึ่งให้ความสนใจอย่างมากว่า ทีมเอ็นพี สามารถเข้าไปเป็นทีมสังเกตการณ์ติดตามตรวจสอบการหยุดยิงในเมียนมาร์ได้อย่างไร ทั้งที่ เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพได้นานนัก การริเริ่มปฏิบัติการดังกล่าวเกิดจากคนในประเทศเมียนมาร์หรือฝ่ายใดเป็นผู้ชักชวนเข้าไป?

            อาตีฟ “เอ็นพีนั้น เริ่มต้นทำงานในฟิลิปปินส์ โดยมีอาณัติอย่างเป็นทางการของรัฐบาลฟิลิปปินส์และขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโรแล้ว (GPH - MILF) ตั้งแต่ปี 2009 จนกระทั่งปี 2011 รัฐบาลเมียนมาร์ ต้องการทำข้อตกลงหยุดยิงกับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไป พวกเขาต้องการอยากเรียนรู้ว่าองคกรภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพอย่างไร ตัวแทนรัฐบาลเมียนมาร์จึงไปเยือนการทำงานของเอ็นพีที่ฟิลิปปินส์และมาเยือนสำนักงาน จากนั้นเชิญให้เราไปอบรมทักษะให้ภาคประชาสังคม

            “เราจะไม่ไปทำงานที่ไหน หากไม่ได้รับเชิญจากรัฐบาลหรือภาคประชาสังคมในพื้นที่นั้นๆ

            และท้ายที่สุด รัฐบาลเมียนมาร์ก็เชิญเอ็นพีเข้าไปฝึกอบรมให้แก่ภาคประชาสังคม ผู้นำในระดับท้องถิ่นของรัฐ และกลุ่มติดอาวุธต่างๆ รวมทั้ง Myanmar Peace Center (MPC)ด้วย ขณะนั้นยังไม่มี ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ อย่างเป็นทางการ มีเพียงการลงนามรายกลุ่ม 16 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีความพยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระดับประเทศกับ 17 กลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้เกี่ยวข้องจึงมาขอคำปรึกษาเกี่ยวการสร้างกลไกการติดตามตรวจสอบ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ โดยเน้นบทบาทของภาคประชาสังคมเป็นส่วนสำคัญ ที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนในกระบวนการสร้างสันติภาพได้ สำหรับเมียนมาร์นั้น โดยโรดแมปสันติภาพ (Peace Road Map) ต้องการการเจรจาสันติภาพข้อตกลงหยุดยิงภายในปี 2013 และคิดว่าลงนามได้ในปี 2014 แต่บัดนี้ก็ยังไม่ได้ลงนาม แสดงว่าการสร้างกลไกการติดตามตรวจสอบจำเป็นต้องใช้เวลาในการสถาปนาและพัฒนาเครื่องมือในการพัฒนาทักษะขึ้นมา ตั้งแต่ในระดับพื้นที่และระดับชาติ และควรต้องมีการทดสอบศักยภาพในการตรวจสอบสอบในระดับพื้นที่ตั้งแต่ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ

            การพัฒนากลไกคุ้มครองประชาชนและการจัดการข่าวลือข่าวลวงในสนามความรุนแรง

            ดร.โรเปอร์ส ยังสอบถามถึงการจัดการข่าวลือในสนามความรุนแรง “ในทุกพื้นที่ความขัดแย้งและใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ จะพบเห็นการแก้แค้นด้วยความรุนแรงบนพื้นฐานข้อมูลที่ผิดพลาด พอจะมีกลไกใดในการคุ้มครองประชาชน การแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือไม่ เช่น บางพื้นที่มี ‘clearing house’ เป็นพื้นที่ไม่เป็นทางการนัก ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากสองฝ่ายเพื่อจัดการข้อมูลที่ผิดพลาด เอ็นพีเคยมีประสบการณ์อื่นอีกหรือไม่ ที่จะเป็นประโยชน์แก่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานีเพื่อนำเสนอต่อฝ่ายต่างๆ เพราะพื้นที่แห่งนี้ยังขาดการยอมรับและการไว้ใจกัน ดังนั้น จำเป็นต้องสร้างพื้นที่หรือกลไกที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันและเดินหน้าต่อไปได้”

            ชาดาป ยกตัวอย่างประสบการณ์การทำงานในอัฟกานีสถาน “เป็นประเพณีท้องถิ่น ถ้าจะแก้แค้นก็ต้องฆ่ากันให้หมดทั้งเผ่าเลย แต่เพื่อป้องกันการแก้แค้นจากข้อมูลที่ผิดพลาด เขามีสภาผู้อาวุโสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำการไกล่เกลี่ย เริ่มกระบวนการปรองดองกัน” หรือ “กรณีที่มินดาเนา มีวงจรให้เกิดความขัดแย้ง การฆ่าแก้แค้นกัน จากปัญหาระหว่างเครือข่ายญาติ ครอบครัวใดที่เครือญาติเข้มแข็งกว่าก็ลุกขึ้นมาแก้แค้นอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีปัญหานี้สะสมมากขึ้น จึงต้องสถาปนา ‘สภาอีหม่ามและตัวแทนผู้อาวุโส’ ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย แต่ต้องให้คู่ขัดแย้งยอมรับบทบาทของ ‘สภาอีหม่ามฯ’ ด้วย และใช้โครงสร้างของชุมชนในการรับข้อมูล เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วการปรองดองกันอาจจะใช้เวลา 1 เดือนหรือ 10 ปี ทั้งนี้ การใช้กลไกในท้องถิ่นจนเป็นที่ยอมรับร่วมกันก็ต้องมาจากการสร้างร่วมกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม”

            ด้านอาตีฟ ยกกรณีตัวอย่างในเมียนมาร์ “จำเป็นต้องสร้างการยอมรับการทำงานของ ‘ฝ่ายที่สาม’ และสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้เขาเพื่อทำหน้าที่สื่อสาร ประสานงาน มีอำนาจในการดูแลควบคุมฝ่ายของตนเอง   ที่เมียนมาร์พยายามตั้ง ‘คณะทำงานในการไกล่เกี่ยข้อพิพาทและความขัดแย้ง’ จำนวน 4 คน แต่จะทำอย่างไรให้คนในชุมชนยอมรับคนที่เข้ามาทำงานในหน้าที่นี้ด้วย”

ใครบ้างในชายแดนใต้/ปาตานีสนใจการติดตามตรวจสอบข้อตกลงหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

          ในช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ ผู้เชี่ยวชาญจากเอ็นพีต้องการทำความรู้จักภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานีมากขึ้น ว่าเป็นใครและทำงานอะไรบ้าง จึงมีการแนะนำการทำงานของแต่ละเครือข่ายอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

  • กลุ่มด้วยใจ ทำงานติดตามตรวจสอบสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน และติดตามช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีความมั่นคง รวมทั้งทำงานสานเสวนาในกลุ่มผู้ต้องหาความมั่นคงในเรือนจำ
  • มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(Muslim Attorney Center Foundation - MAC) ดูแลเรื่องคดีความมั่นคงโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสำนักงานประจำในสามจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีเครือข่ายผู้ช่วยทนายความในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านคดีและความรู้ด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (Hak Asasi Pree Kemanasiaan Patani - HAP) เป็นเครือข่ายอดีตนักศึกษานักกิจกรรมที่ถูกละเมิดสิทธิ ถูกซ้อมทรมานมารวมตัวทำงานร่วมกันเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ‘ประชาชนปาตานี’ และเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิ์ โดยรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายทำงาน 6 ปีแล้ว นับจากปี 2552 ภายใต้ HAP มี 3 เครือข่ายย่อยเพื่อแบ่งงานกันตามกลุ่มเป้าหมาย แยกเป็น (1) เครือข่ายผู้ถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การดำเนินงานกลุ่มนี้เน้นทำรายงานส่งองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) (2) เครือข่ายผู้หญิงที่ถูกละเมิดสิทธิ สามีถูกซ้อมทรมาน หลบหนี ถูกละเมิดด้านต่างๆ (3) เครือข่ายสถาบันการศึกษา ปอเนาะ รร.เอกชนสอนอิสลามที่ถูกคุกคาม ปิดล้อมตรวจค้น และถูกละเมิดสิทธิ์
  • ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(Deep South Watch) เป็นส่วนผสมของนักวิชาการ นักสื่อสาร นักกิจกรรมทางสังคม มุ่งสร้างพื้นที่การสื่อสารจาก ‘คนใน’ หนุนเสริม ‘คนใน’ ให้ทำงานกระบวนdkiสันติภาพ มีการทำฐานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรง โดยทำงานร่วมงานกับสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ‘คณะทำงานสร้างพื้นที่สันติภาพจากคนใน’ (Insider Peacebuilders Platform – IPP) เพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ เรายังไม่ได้คนทำงานที่ให้นิยามหรือบอกว่าเป็นคนจากขบวนการต่อต้านรัฐชัดเจน และอีกด้านหนึ่งที่กำลังขยายพื้นที่การทำงานเพิ่มอีก คือผลักดันให้เกิด ‘ศูนย์ทรัพยากรสันติภาพ’ (Peace Resource Center - PRC ) ขณะนี้เป็นสำนักงานเล็กอยู่ภายใต้ CSCD เราขับเคลื่อนทำงานกับภาคประชาสังคม และพยายามเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งได้มีพื้นที่ในการส่งเสียง ทำให้คนที่ไม่ถือปืนมีพื้นที่ต่อรองและเพิ่มเสียงของการไม่ใช้ความรุนแรงให้มากขึ้น
  • เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ทำงานเยียวยาส่งเสริมอาชีพผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม และเก็บข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบส่งต่อให้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพให้มีทักษะเป็นนักสื่อสารสาธารณะเพื่อก้าวข้ามความสูญเสียยืนให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองและสามารถเป็นตัวคูณช่วยเหลือคนอื่นต่อได้ ภายหลังได้ขยยงานความช่วยเหลือและเยียวยาไปถึงครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีความมั่นคงด้วย
  • สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน เป็นพื้นที่กลางของคนท้องถิ่นโดยใช้การสื่อสารให้ ‘คนในพื้นที่’ เข้าใจสถานการณ์สันติภาพและเท่าทันกระบวนการสันติภาพด้วยภาษามลายู สร้างพื้นที่กลางให้เกิดการสื่อสารระหว่างคู่ขัดแย้ง จน ‘คนในพื้นที่’ มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของสถานีวิทยุแห่งนี้ ระยะหลังนอกจากการสื่อสารผ่านวิทยุชุมชนแล้ว หลังจากวิทยุชุมชนถูกปิดหลังการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2558 ได้ขยายพื้นที่การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
  • กลุ่มเอฟที มีเดีย เป็นผู้ผลิตสารคดีอิสระ โดยนำเสนอเนื้อหาจากพื้นที่ความขัดแย้งเป็นหลัก ต้องการสื่อสารจากข้างในพื้นที่ออกสู่สาธารณะ เพื่อสร้างศักยภาพการสื่อสารแก่ภาคประชาสังคม
  • สำนักข่าววัรตานี
  • โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ อยู่ภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ทำหน้าที่ผลิตข่าวและนักข่าว ฝึกอบรมคนในพื้นที่ความขัดแย้งให้สามารถสื่อสารได้ เพราะในพื้นที่ความขัดแย้งมีความจริงหลายชุดที่สลับซับซ้อน และมีเนื้อหาสนับสนุนงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ นอกจากนี้ ยังทำจดหมายข่าวภาษามลายูเพื่อฟื้นฟูอัตลักษณ์ ‘คนในพื้นที่’ รวมทั้งยกระดัให้ภาษามลายูสามารถสื่อสารในระดับอาเซียนให้ได้ เหล่านี้ทำไปพร้อมกับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้สื่อสารทั้งระดับท้องถิ่น และอาเซียน
  • ตัวแทนจาก กอ.รมน. ขณะนี้นโยบายของรัฐบาลชัดเจนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งสู่การยุติความรุนแรง และผลักดันกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ยุติเงื่อนไขความขัดแย้งทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าให้ยุติความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานีให้ได้ภายในปี 2558 เชื่อว่าหลังจากนี้หลายคนจะได้รับเชิญในการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่จะมีการทำงานเข้มข้น ตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นไป

 

คลิกเพื่ออ่านเอกสารฉบับนี้รูปแบบ pdf

Share
Template Settings

Color

For each color, the params below will give default values
Blue Red Oranges Green Purple Pink

Body

Background Color
Text Color

Header

Background Color

Footer

Select menu
Google Font
Body Font-size
Body Font-family
Direction